ประวัติพระอาจารย์ภูริ (โดยสังเขป)

09:21 Unknown 0 Comments


ประวัติโดยสังเขป

ชื่อ พระอนวัช              ฉายา    ภูริวโร             นามสกุล          เสมทับพระ
VEN.  ANAVACH         PURIVARO            SEMTUBPRA     

เกิด วันพฤหัสบดีที่      9          เดือน    ธันวาคม          พ.ศ.     2525 

อายุ       29       ปี             พรรษา       8  

บรรพชาเมื่อวันที่        19 มีนาคม พ.ศ.2548 ณ พัทธสีมา อุโบสถ วัดพระธรรมกาย
                                    โดยมีพระเดชพระคุณพระธรรมกิตติวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์

อุปสมบทเมื่อวันที่       21   มีนาคม พ.ศ. 2548 ณ พัทธสีมา อุโบสถ วัดพระธรรมกาย
                                    โดยมีพระเดชพระคุณพระธรรมกิตติวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์
พระสมุห์จำนงค์ รวิวณฺโณ เป็นพระกรรมวาจารย์
พระครูอุดมธัญสาร เป็นพระอนุสาวนาจารย์
                                     
การศึกษาทางธรรม      นักธรรมเอก

การศึกษาทางโลก        จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์(วศ.บ. ไฟฟ้า)
                                    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความสามารถพิเศษ     คอมพิวเตอร์

ปัจจุบันรับบุญที่          สถาบันพัฒนาเยาวชนโลก (ชมรมพุทธศาสตร์สากล  ในอุปถัมภ์
                                    สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ )


ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  หัวหน้าศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อศีลธรรม

ประวัติการสร้างบารมีกับหมู่คณะ
พ.ศ. 2545                    อบรมธรรมทายาทภาคฤดูร้อน รุ่น 30
พ.ศ. 2545                    อบรมพระนวกะ ปี2545 (ดร็อปเรียน 1 ปี)
พ.ศ. 2546                    รับบุญเป็นรองประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมพุทธศาสตร์และประเพณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พ.ศ. 2547                    รับบุญเป็นประธานชมรมพุทธศาสตร์และประเพณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พ.ศ. 2548                    อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในโครงการอบรมธรรมทายาท รุ่นบูชาธรรม 61 ปี 
พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ณ พัทธสีมา อุโบสถ วัดพระธรรมกาย
พ.ศ. 2548                    รับบุญเป็นพระพี่เลี้ยง อบรมสามเณรมัชฌิมธรรมทายาท มัธยมปลาย
พ.ศ. 2548                    รับบุญเป็นพระพี่เลี้ยง อบรมสามเณรรุ่นโรงเรียนนานาชาติ
พ.ศ. 2548                    รับบุญเป็นพระพี่เลี้ยง โครงการอุปสมบทหมู่รุ่นพิเศษ 5 ธันวาคม
พ.ศ. 2549                    รับบุญเป็นพระพี่เลี้ยง โครงการอบรมธรรมทายาทภาคฤดูร้อน รุ่น 34
พ.ศ. 2550                    รับบุญเป็นพระอาจารย์ โครงการอบรมธรรมทายาทรุ่นบูชาธรรม 63 ปี 
                                    พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (เฟส 1)
พ.ศ. 2550                    รับบุญเป็นหัวหน้าแผนกพัฒนาครู สถาบันพัฒนาเยาวชนโลก
พ.ศ. 2553                    รับบุญเป็นหัวหน้าศูนย์ในโครงการอุปสมบทหมู่ 1แสนรูปทุกหมู่บ้านทั่วไทย 
และโครงการบวชอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน
พ.ศ. 2550 – 2554        รับบุญเป็นหัวหน้าภาคใต้ โครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก สถาบันพัฒนาเยาวชนโลก (ชมรมพุทธศาสตร์สากลฯ)
พ.ศ. 2554                    ปฏิบัติศาสนกิจต่างประเทศ ณ วัดภาวนาซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย
ประเทศสหรัฐอเมริกา (Dhammakaya Meditation Center of San Jose,CA USA)
พ.ศ.2555 - 2556        รับบุญเป็นประธานอนุกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศ โครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก
พ.ศ.2556 - ปัจจุบัน     รับบุญเป็นหัวหน้าศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อศีลธรรม สถาบันพัฒนาเยาวชนโลก

อบรมผู้บริหารโรงเรียนดีศรีตำบล

09:28 Unknown 0 Comments

      กลับมาอีกครั้งหลังจากลงใต้หายไป 2 อาทิตย์ ก็เอาบุญมาฝากทุกท่าน ได้ไปทำหน้าที่เป็นวิทยากรระดับชาติ ในการอบรมผู้บริหารสถานศึกษาและเครือข่ายบ้าน วัด โรงเรียน จำนวน 2 รุ่น รุ่นละ 5 วัน ณ โรงแรมหาดแก้วรีสอร์ท จ.สงขลา ในโครงการโรงเรียนดีศรีตำบล ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายที่มีการจัดอบรมใน 8 site ระดับภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งมีโรงเรียนที่เข้ารับการอบรมในปีนี้กว่า 2,000 โรงเรียนด้วยกัน สำหรับเดือนหน้าก็จะเป็นการอบรมครูทั้งโรงเรียน ในทุกโรงเรียนดีศรีตำบลทั่วประเทศ ซึ่งมีครูทั้งหมด เกือบ 100,000 คน ที่จะต้องผ่านเข้ารับการอบรมนี้ (เยอะมากๆ)


     งานนี้ก็ได้ทีมงานเจ้าหน้าที่จากชมรมพุทธศาสตร์สากลภาคใต้ คณะพระอาจารย์จากศูนย์ปฎิบัติธรรมภาคใต้ และผู้นำบุญในภาคใต้ตอนล่างมาช่วยกันจัดอบรมตลอด 2 สัปดาห์อย่างสมัครสมานสามัคคีจนงานสำเร็จลุล่วงไปอย่างน่าประทับใจ อีกทั้งได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณพระภาวนาวิริยคุณ(หลวงพ่อทัตตชีโว) แสดงธรรมให้กับท่านผอ. นายกอบต. พระครูสอนศีลธรรม และประธานกรรมการสถานศึกษา ตลอดทั้งวัน ทำให้ผู้รับการอบรมได้เข้าใจในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องกฎแห่งกรรม สัมมาทิฐิ และหลักอริยมรรคมีองค์8 ได้อย่างแจ่มชัด และลงสู่การปฏิบัติด้วย 5 ห้องชีวิต และกิจกรรม 6 มิติพัฒนาผู้เรียน อย่างสนุกสนานเบิกบานตลอดการอบรม

พระเดชพระคุณพระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว)


กิจกรรม 6 มิติพัฒนาผู้เรียน(วิชาหน้าเสาธง)


บรรยากาศริมหาดทรายแก้ว จ.สงขลา


       ทีมงานผู้จัดการอบรมก็ขอให้ทุกท่านได้บุญด้วยกันเยอะๆนะ :)

ทฤษฎีสนุก (The Fun Theory)

14:54 Unknown 0 Comments

      เมื่อวานได้มีโอกาสไปเล่าเรื่อง ทฤษฎีสนุก (The Fun Theory) ให้กับผู้มีบุญที่มาปฏิบัติธรรม ที่โรงเรียนฉัตรวิทยา กรุงเทพฯ ก็เลยเอามาแบ่งปันกันในวันนี้

     คือวันหนึ่งได้ไปเจอวีดีโอตัวหนึ่งจากใน Youtube ที่มีเนื้อหาน่าสนใจ ก็เลยลงค้นไปหาที่มา ก็พบว่าวีดีโอตัวนี้ มาจาก Website:  http://www.thefuntheory.com/  เป็นของบริษัทรถยนต์ โฟล์คสวาเกน (Volkswagen) ที่เรามักรู้จักกันคือรุ่น Beetle  หรือที่เรียกว่า รถเต่า นั่นแหละ (มีคนเคยบอกว่า เวลาไปไหน ถ้าเห็นรถเต่า ให้รีบหยิกเพื่อน แล้ววันนั้นจะโชคดี.. อิอิ)     เข้าเรื่องเลยดีกว่า คือ มันมีทฤษฎีนึงที่เค้าเชื่อว่า  "ความสนุก สามารถเปลี่ยนนิสัย หรือพฤติกรรมของมนุษย์ให้ดีขึ้นได้อย่างง่ายดาย "(Something as simple as fun is the easiest way to change people’s behaviour for the better) หมายความว่า ถ้าหากเราจะให้ใครยอมเปลี่ยนนิสัย หรือพฤติกรรม เราต้องทำเรื่องนั้นให้มันเป็นเรื่องสนุกนั่นเอง
   
       ฝรั่งเค้าก็เลยพิสูจน์ทฎษฎีนี้ด้วยการทำการทดลองที่สถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่ง โดยเค้าตั้งโจทย์ว่า "ความสนุกนั้นสามารถทำให้คนเลือกเดินขึ้นลงบันไดธรรมดา แทนที่จะขึ้นบรรไดเลื่อนได้หรือไม่?" เพราะปกตินิสัยของคนทั่วไป พอเห็นบันไดเลื่อน ส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกขึ้นบันไดเลื่อนกัน แล้วผลปรากฏว่า การทดลองนี้ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ทฤษฎีนี้เป็นความจริง  เราลองมาดูกันซิว่า วิธีการเดินขึ้นบันไดให้สนุก  ที่เค้าเอามาใช้ทดลองนี้ คืออะไร?


       คำตอบจากในวิดีโอ คือ เค้าเปลี่ยนจากบันไดธรรมดาให้เป็นบันไดเปียโน ที่เวลาเหยียบลงไปแล้ว จะมีเสียงดนตรีตามขั้นบรรไดที่เหยียบ ผลคือคนกว่า 66 % เปลี่ยนมาใช้บันไดธรรมดา แทนการขึ้นบันไดเลื่อน โดยที่ไม่ต้องมีใครบอกเลย แต่เป็นไปเพราะความสนุกนั่นเอง

      อีกตัวอย่างนึง เค้าต้องการจะทำให้คนในเมืองหันมารีไซเคิลขวดแก้วให้มากขึ้น แทนที่จะเอาไปทิ้งทั่วไป ก็ลองเอาทฤษฎีนี้ไปใช้ด้วยการทำให้ ถังขยะรีไซเคิล กลายเป็นตู้เกมส์ซะเลย แถมมีการบันทึกคะแนนสูงสุดที่มีใครทำได้เอาไว้อีก คราวนี้คนในเมืองนี้ เลยขนขวดจากบ้านกันมาเพื่อมาหยอดถังขยะนี้แข่งกัน กลายเป็นเรื่องสนุกไปเลย 




      แล้วถ้าเราจะลองเอาทฤษฎีสนุกนี้ ไปลองประยุกต์ใช้ในบ้าน หรือ ที่ทำงานของเรากันดูบ้าง เช่น เวลาทำกวาดบ้านถูบ้าน เปิดเพลงไปด้วย พอถึงท่อนโซโล่ของเพลง ก็อาจจะเอาไม้กวาดที่กำลังกวาดอยู่นั่นแหละมาทำเป็นกีตาร์ หรือเอามาเล่นสมมุติเป็นไมค์โครโฟน ร้องตามในท่อนฮิตของเรา ชวนลูกชวนหลานมาเล่นด้วยกัน ใส่ลีลาใส่อารมณ์ไปสักหน่อยเหมือนเรากำลังแสดงคอนเสิร์ทอยู่บนเวที และไฟสปอร์ตไลท์กำลังส่องมาที่เรา มันก็สนุกดีนะ  หรือตอนที่เราขับรถไปที่ทำงาน บางเวลารถติดมากๆ ก็ลองหาอะไรสนุกๆทำดู บางคนอาจจะชอบสวดมนต์ ก็เปิดซีดีเสียงสวดมนต์ แล้วก็สวดตามไปด้วย นึกทำรถของเราให้เหมือนเป็นวัดเคลื่อนที่เป็นต้น.. ถ้าหากเราทำเรื่องต่างๆชีวิตประจำวันให้กลายเป็นเรื่องสนุกได้อย่างนี้ ก็คงจะดีไม่น้อย ลองหาวิธีดูสิครับ..
( ที่มา http://www.thefuntheory.com/ )

เพลงทางก้าวหน้า

13:14 Unknown 0 Comments

     วันนี้ได้ฟังเพลงประจำรุ่นของน้องอาสาพันธุ์ตะวันรุ่นใหม่  ที่มีเนื้อหาถึงความเสียสละอุทิศตน เข้ามาทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา เลยนึกไปถึงเพลงๆหนึ่ง ที่เป็นเพลงในยุคแรกๆของชมรมพุทธศาสตร์สากลฯ นั่นก็คือเพลง "ทางก้าวหน้า" ซึ่งเป็นเพลงที่มีเสียงร้อง ทำนองเพลง และเนื้อหาดีมากๆ เป็นเพลงประจำของโครงการสอบตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า ที่ปัจจุบัน เป็นปีที่ 31 แล้ว มีจำนวนผู้เข้าสอบแต่ละปีจากทั่วประเทศ กว่า 5 ล้านคน(โห..ทำได้ยังไงเนี่ยะ เยอะจัง!) ยิ่งได้ฟังเบื้องหลังที่มาของการแต่งเพลงๆนี้ แล้วยิ่งประทับใจ และอัศจรรย์ใจในอัจฉริยภาพ สุนทรียภาพ และหัวใจที่ยิ่งใหญ่ ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา ที่ท่านมองว่า "ไม่มีสิ่งใดในโลก ที่ทำไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราตั้งใจทำ"


      เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสมัยที่ชมรมพุทธศาสตร์สากลฯ เพิ่งก่อตั้งขึ้นได้ไม่นาน สมัยยุคทางก้าวหน้าปีที่ 17 ช่วงที่พี่หมอบุ๊ง เป็นประธานชมรมพุทธฯ(นายแพทย์พรชัย พิญญพงษ์ ปัจจุบันเป็น ประธานองค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก) อาคารหลังปัจจุบันยังไม่ได้สร้างเลย  ..ตอนนั้นสำนักงานของชมรมพุทธฯ ก็ไปขอแบ่งใช้พื้นที่อาคารของสำนักประชาสัมพันธ์เก่าอยู่  เรื่องที่เล่านี้ คิดว่าน้อยคนนักที่จะทราบ เพราะมันนานมากแล้ว ที่ทราบนี่ก็ฟังรุ่นพี่เล่าต่อมาอีกทีหนึ่ง

     เรื่องราวก็มีอยู่ว่า ครั้งหนึ่ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อ มาเดินตรวจงานและเยี่ยมเยียนที่ชมรมพุทธฯตอนช่วงสายๆ ท่านก็ไปเห็นโบรชัวร์ทางก้าวหน้า ซึ่งด้านหลังมีเนื้อเพลง ซึ่งมีเนื้อหาดีมากเพลงหนึ่งที่ทีมงานจะใช้ร้องปลุกใจกันก่อนจะไปทำหน้าที่ หลวงพ่อก็เลยถามว่าเพลงนี้คือเพลงอะไร เราก็ตอบท่านว่าเพลงนั้นคือ เพลง"ศรัทธาที่กล้าเดิน" 



       เป็นของที่คนข้างนอกเค้าร้องกัน หลวงพ่อเลยถามว่าแล้วเราไม่มีเพลงของเราเองหรือ? พวกเราก็ตอบว่าไม่มี หลวงพ่อก็บอกว่างั้นเราแต่งเพลงของเรากันเองดีกว่า จะได้เป็นเพลงประจำโครงการจริงๆ

       ก็มีคนหนึ่งตอบหลวงพ่อไปว่า ลูกแต่งเพลงไม่เป็นเจ้าค่ะ .. เท่านั้นเอง หลวงพ่อก็สั่งพอจ.ธานินทร์ (ผอ.สำนัก)ที่อยู่ตรงนั้นว่า ให้ไปตามลูกๆมารวมกันทั้งสำนักเลย เดี๋ยวหลวงพ่อจะสอนแต่งเพลงให้ ไม่ยากเลย

     คราวนี้เกิดความ Alert กันทั้งสำนัก ทั้งพระอาจารย์ ทั้งพี่ๆน้องๆทุกคนก็มารวมกัน แล้วหลวงพ่อก็สอนว่า แต่งเพลงไม่ยากอะไรเลย ให้ทุกคนช่วยกันลงมือแต่งเพลง จะเขียนเป็นกลอน หรือเป็นประโยคคำคมก็ได้ เขียนมาก่อน แล้วเดี๋ยวบ่ายหลวงพ่อจะมาดูอีกที .. จากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทั้งพระอาจารย์ ทั้งน้องก็มานั่งรวมกันในห้อง ซึ่งหลายคนก็ยังงงอยู่เลย เพราะไม่ทราบเรื่องก่อนหน้านี้ เพิ่งจะถูกตามตัวมา แต่ทุกคนก็ได้รับกระดาษและปากกา และให้แต่งเพลงกัน ทั้งๆที่หลายคนไม่เคยแต่งเพลงเลยในชีวิต ขณะที่พอจ.ธานินทร์ก็ทำหน้าที่เป็นกองเชียร์ พูดยกใจทีมงานทั้งสำนักไปด้วยความ alert อย่างเต็มที่



     พอตอนบ่ายหลวงพ่อก็มาจริงๆ ซึ่งก่อนที่ท่านมา พวกเราก็เอาข้อความที่แต่ละคนแต่งๆกันมา ทั้งพระทั้งโยม มาเขียนขึ้นบนกระดาน Whiteboard ซึ่งนำมาตั้งเรียงต่อกันเกือบ 20 กระดาน ให้หลวงพ่อดู  ท่านก็เดินตรวจ เดินอ่านทุกกระดานเลย แล้วท่านยิ้มแล้วก็บอกว่า อ้าว.. ก็แต่งเพลงกันได้นี่จ้ะ

    จากนั้นหลวงพ่อก็บอกให้ทุกคนมาอ่านผลงานที่แต่ละคน เขียนบนกระดาน แล้วให้เอาปากกา วงประโยคที่ชอบไว้ ของแต่ละคน แล้วขีดเป็นคะแนน พอทุกคนเดินอ่านแต่ละคนเสร็จก็ให้นับคะแนน แล้วเลือกเอาประโยคที่มีคนเลือกมากๆ ออกมา จากนั้นก็ให้เอามาเรียบเรียงใหม่ ก็จะได้เป็นเพลงแล้ว พอท่านสั่งเสร็จ ท่านก็บอกว่า เดี๋ยวเสร็จแล้วเอามาให้หลวงพ่อดูอีกทีตอนเย็นนะ.. พอท่านกลับไป คราวนี้เราก็คัดคนที่เก่งๆในการเรียบเรียงกลอน มานั่นคือพี่เอ้ และพี่สุ และอีกไม่กี่คน มาช่วยกันเรียบเรียงประโยคที่ทุกคนเลือก แล้วก็ ไปเชิญพี่ซุง ซึ่งเป็นนักดนตรีของวัดอยู่แล้ว มาแต่งดนตรีและเล่นกีตาร์ให้ ส่วนคนอื่นก็ไปทำงานของตัวเองต่อ



   พอตอนเย็น เพลงทางก้าวหน้าเวอร์ชั่นแรกก็เสร็จพอดี พร้อมคอร์ดเรียบร้อย เราก็คัดน้องๆที่เสียงดีๆ และพี่ซุงเล่นกีตาร์ ร้องถวายให้หลวงพ่อฟังที่ระดมทุน พอหลวงพ่อฟังจบก็ชื่นชมทีมงานทุกคน พวกเราต่างก็ปลื้มใจกันทั้งสำนัก

   แต่แค่นี้ก็นึกว่าจะจบแล้ว  พอหลวงพ่อชมพวกเราเสร็จ ท่านก็ทราบว่าเวอร์ชัน ที่เราร้องกันนี่ยังไม่สมบูรณ์ ท่านก็บอกให้ทีมงาน ไปปรับปรุงให้สมบูรณ์ขึ้นอีก หลวงพ่อขอฟังอีกครั้งก่อนจำวัตร แล้วท่านก็ไป พวกเราก็ช่วยกันเกลาเนื้อเพลงบางส่วน และทำนองให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แล้วทีมงานก็ได้ทำการอัดบันทึกเป็นเทป ส่งเข้าไปอาคารถวายหลวงพ่ออีกครั้งก่อนท่านจะกลับไปจำวัตรที่กุฎิ

    สรุปว่า เพลงทางก้าวหน้านี้ แต่งเนื้อและดนตรี เสร็จภายในวันเดียว เป็นเนื้อเพลงที่ไม่มีการแก้ไขอีกเลย และเป็นเพลงประจำโครงการทางก้าวหน้าตลอดมานับตั้งแต่วันนั้น..  เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงวีธีการสอนของหลวงพ่อ และยืนยันสิ่งที่หลวงพ่อท่านเคยสอนว่า "ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ถ้าตั้งใจทำจริงๆ "


ทฤษฎีกบต้ม(The Boiled Frog Theory)

08:45 Unknown 0 Comments

    เมื่อวันก่อนได้ฟังธรรมะพระอาจารย์ฐานะที่ท่านเล่าเรื่อง ทฤษฎีกบต้ม ใน DMC เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การทดลองของนักวิทยาศาสตร์ชาวไอริช ที่ทำการทดลองปฏิกิริยาตอบสนองของกบ โดยเอากบที่มีชีวิต2ตัวมาทดลองใส่ลงไปในหม้อต้มน้ำ 2 หม้อ โดยใส่หม้อละตัว (โห..บาป แฮะ) ระหว่าง
   1. หม้อน้ำที่กำลังเดือดปุดๆ
   2. หม้อน้ำอุณหภูมิปกติ แต่ค่อยๆต้มให้ร้อนขึ้นเรื่่อยๆ
ลองทายดูซิว่า กบตัวไหนจะรอด ?


    คำตอบคือ กบตัวที่ใส่หม้อน้ำร้อนรอด แต่กบตัวที่ใส่หม้อน้ำธรรมดาที่กำลังต้ม กลับกลายเป็นกบต้ม!!! ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น? เหตุผลคือ กบเป็นสัตว์เลือดเย็น ร่างกายของมันสามารถปรับเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมได้ กรณีแรก เนื่องจากน้ำร้อนจัด ร่างกายของกบสัมผัสถึงความแตกต่างของอุณหภูมิได้อย่างชัดเจน จึงกระโดดหนีเอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด  แต่ในกรณีที่สอง ร่างกายของกบจะค่อยๆปรับอุณหภูมิให้ร้อนขึ้นตามน้ำที่กำลังถูกต้ม โดยไม่รู้สึกว่าร้อน แต่น้ำที่ร้อนขึ้นนั้นก็ไปทำลายผิวหนังและระบบกล้ามเนื้อในร่างกายทีละนิดๆ กว่ากบจะรู้ตัวอีกที ก็กระโดดไม่ไหวเสียแล้ว ผลจึงกลายเป็น"กบต้ม" ไปโดยปริยาย..(น่าสงสารจริงๆ)

      ข้อคิดจากเรื่องนี้ที่นึกได้อันนึงคือ เราต้องรักษาใจของเราให้นุ่มนวล ผ่องใส และหนักแน่น ให้อยู่เหนือสภาพแวดล้อมรอบรอบตัวที่เปลี่ยนแปลง อย่าปล่อยให้ใจของเราไหลไปตามสิ่งที่ไม่ดีรอบตัวของเรา ไม่ว่าจะเป็นความคิด คำพูด หรือการกระทำของคนรอบข้างที่ไม่เป็นกุศล ..อย่าเอาสิ่งนั้นมาเก็บไว้ในใจของเรา เพราะมันจะกัดกร่อนจิตใจเราไปทีละน้อยๆ ใจของเราก็จะเริ่มคุ้น เคย ชิน ชา ชอก ช้ำ หมอง เศร้า หงอย เหงา แข็งกระด้างและตายด้านไปเรื่อยๆ(โห..น่ากลัว) สุดท้ายใจของเราก็จะตายไปจากคุณความดี เพราะความสะสมและจมอยู่กับสิ่งไม่ดีต่างๆนี่เอง

     ทางแก้คือ เราต้องหมั่นเคลียร์ใจของเรา ให้สะอาด บริสุทธิ์ นุ่มนวลอยู่เสมอ ด้วยการสวดมนต์ เจริญสมาธิภาวนา เพื่อให้ใจของเรามีมาตรฐานความดี ซึ่งจะเหมือนมี sensor ที่คอยเตือนเราไม่ให้หลุดออกจากเส้นทางของถนนความดีนี้ แล้วก็หมั่นเข้าหา และฟังธรรมจากพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี เพราะท่านจะมีมาตรฐานความดีสูง จิตใจของเราก็จะค่อยๆซึมซับความดีของท่าน แล้วใจของเราก็จะมีพลัง มีความหนักแน่น มั่นคง และเป็นคนดีที่โลกต้องการในที่สุด

      ฟังเรื่องนี้จบแล้ว ท่านล่ะได้ข้อคิดอะไรบ้าง?


Change Your Words, Change Your World

22:01 Unknown 0 Comments

   เมื่อวันก่อนไปได้ clip video ดีๆตัวหนึ่งจากการสัมมนา เกี่ยวกับการพูดเชิงบวก เพียงแค่เราปรับคำพูดนิดเดียว ก็สามารถทำให้เกิดเรื่องราวดีๆตามมามากมาย เค้าสรุปในวิดีโอว่า 'Change Your Words, Change Your World' ลองดูกันนะครับ

เทศน์ศูนย์โรงเรียนฉัตรวิทยา กรุงเทพฯ

22:31 Unknown 0 Comments

        วันนี้ไปเทศน์ที่โรงเรียนฉัตรวิทยา กรุงเทพฯ ท่านเจ้าของโรงเรียนคือคุณแม่วรรณวิภา รสจันทน์ เป็นคุณแม่ของน้องน็อต อดีตนางสาวไทย และเป็นครอบครัวธรรมกาย ซึ่งได้เปิดให้ใช้ห้องประชุมของโรงเรียนเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ดูแล้วบรรยากาศดีมาก แอร์เย็นสบาย มีผู้มาร่วมกิจกรรมวันนี้ เกือบ 30  ท่าน
         มีเวลาสั้นๆในการเทศน์ ก็เลยเล่าเรื่องชาย 3 คน ให้ฟังกัน เรื่องก็มีอยู่ว่า มีชาย 3 คน เป็นเพื่อนกัน เค้ามีอาชีพที่ สามารถ "ทำงานที่ไหนก็ได้  และทำเวลาไหนก็ได้" อาชีพที่ว่าคืออาชีพ .. ขอทาน
        วันหนึ่งระหว่างที่เดินขอทานอยู่ พวกเค้าก็ได้เจอกับผู้วิเศษตนหนี่ง  ผู้วิเศษก็ให้ขอทานทั้ง 3 นั้น ขอพรได้คนละข้อ   ชายคนแรก เคยเดินขอทานผ่านพระราชวังของพระราชา คิดอยากจะมีราชสมบัติแบบนั้นบ้าง จึงขอพรให้ตนเองได้เป็นพระราชาเมืองไหนก็ได้ ผู้วิเศษก็เสกให้ตามที่ขอ   พอสิ้นเสียง "ปิ้งงง"ชายคนแรกก็แว้บหายไปเป็นพระราชาเมืองหนึ่งทันที
       ชายคนที่ 2 ไม่อยากเป็นพระราชา เพราะไม่อยากมีภาระที่ต้องดูแลปากท้องของประชาชน จึงขอพรให้ได้เป็นมหาเศรษฐี เมืองไหนก็ได้ พอพูดจบ ผู้วิเศษก็เสกให้ทันที "ปิ้งงง" ชายคนที่สองก็หายแว็บไปเป็นมหาเศรษฐีของอีกเมืองหนึ่ง
      ชายคนที่ 3 พอเห็นเพื่อนทั้งสอง หายไป ก็บอกกับผู้วิเศษว่า " ตั้งแต่เป็นขอทานมา ก็มีเพื่อนอยู่แค่สองคนนี้แหละ ถ้าต่อไปเราต้องขอทานคนเดียว คงจะเหงาแย่เลย.. อย่ากระนั้นเลย เราขอเพื่อนทั้งสอง กลับมาขอทานเป็นเพื่อนเราเหมือนเดิมก็แล้วกัน " พอชายคนที่ 3 พูดจบ ผู้วิเศษก็เสก "ปิ้งงง..."  :)
     ...นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความสำเร็จของมนุษย์นั้น จุดเริ่มต้นสำคัญคือ การตั้งเป้าหมาย ..หากเราตั้งเป้าหมายไว้สูงสุดฟ้า แม้ไปไม่ถึงฟ้า ตกลงมาก็ยังอยู่บนก้อนเมฆ  แต่ถ้าตั้งเป้าหมายไว้ต่ำเทียมดิน สุดท้ายชีวิตก็คงไม่เกินดินอย่างแน่นอน ..ในเมื่อการตั้งเป้าหมาย เป็นเรื่องของเรา ดังนั้น เรามาตั้งเป้าหมายชีวิตของเราให้สูงไว้ดีกว่า ..แล้วเมื่อเราฝันไกลแล้ว  ถ้าอยากจะไปให้ถึงซึ่งจุดหมายนั้น ก็ต้องลงมือกระทำด้วยนะ แล้วความฝันของเราก็จะไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป  (อย่าเป็นอย่างชายคนสุดท้ายเลยนะ นอกจากฝันไม่ไกลแล้ว ยังแถมพาให้เพื่อนก็พลอยลำบากไปด้วยอีก)

World Peace Valley รุ่นครูกทม.และปทุมธานี

13:04 Unknown 0 Comments

    เพิ่งกลับมาจาก World Peace Valley เขาใหญ่ ไปเทศน์ผู้บริหารและครูจากกรุงเทพและปทุมธานี งานนี้โรงเรียนดังๆมากันหลายโรงเรียนเลย เช่น สวนกุหลาบ บดินทร์เดชา สตรีวิทย์ วัดนวล ฯลฯ บรรยากาศที่นี่ช่วงนี้ดีจริงๆ อากาศสดชื่นมาก กลางคืนหลับไปไม่กี่ชั่วโมง ก็หายง่วงแล้ว เพราะร่างกายได้รับการพักผ่อนจริงๆ
    ตอนรอบสายได้สอนเรื่องการนั่งสมาธิในรูปแบบต่างๆ ทั้งอาณาปานสติ อาโลกสิณ และพุทธานุสติ คุณครูตั้งใจกันมาก นั่งสมาธิกันตัวตั้งเลย  พอรอบค่ำก็ได้สอนเรื่องเป้าหมายชีวิต ทาน ศีล ภาวนา และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ซึ่งพระองค์ท่านได้นำเอามาจากการดำรงชีวิตของพระภิกษุในพระพุทธศาสนานั่นเอง คือ ชีวิตสมณะที่เรียบง่าย พอเพียง มีผ้าจีวรเพียง 3 ผืน ตามสโลแกน "ชุดกิน ชุดนอน ชุดเที่ยว ชุดเดียวกัน"  อาหารก็วันละ 2 มื้อ คือฉันบิณฑบาต ตามแต่ญาติโยมจะถวาย ที่พักอาศัยคือกลดหลังน้อย ไปได้ทุกที่ ยารักษาโรคก็มีอยู่ในตัว คือน้ำมูตรเน่า(น้ำวิเศษที่พระพุทธเจ้าท่านให้พระเอาไว้รักษาโรค สรรพคุณเกินบรรยาย)
      ว่าแล้วก็เปิดวิดีโอ ธุดงค์ธรรมชัย ให้ครูดู กว่าจะจบก็ปาไปเกือบ4ทุ่ม แต่ไม่น่าเชื่อ วันนี้ตอนรอบเช้ามืด ครูมาสวดมนต์กันเต็มห้องเลยครับ..ปลื้ม  ก็เอาภาพบรรยากาศการอบรมมาฝากทุกท่านนะ

ธรรมะดีๆ1

00:18 Unknown 0 Comments

พระพุทธเจ้าท่านมีวิธีการที่จะสอนให้เราจิตใจเบิกบานสดชื่น ทุกวันทุกคืน ด้วยการที่ท่านสอนให้เราได้พิจารณาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไปตามความเป็นจริง ว่าจะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม สิ่งเหล่านี้นี่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ไม่ใช่ของจริงของจังอะไร จะเป็นคนก็ดี เป็นสัตว์ก็ดี สิ่งของก็ดี ลาภยศสรรเสริญก็ดี สิ่งเหล่านี้ก็เป็นของเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ท่านก็สอนให้พิจารณาให้มองเห็นสิ่งเหล่าเนี้ย ไปตามความเป็นจริงเหล่านี้ ทุก ๆ วัน
เมื่อเราหัดฝึกฝนตามวิธีการที่ท่านได้แนะนำเอาไว้ ใจเราก็จะคุ้นว่าความเป็นจริงของสรรพสิ่งทั้งหลายมันก็เป็นอย่างนี้ สรรพสิ่ง สรรพสัตว์ทั้งหลายน่ะ ตกอยู่ในสภาวะอันนี้ ซึ่งเป็นของปกติธรรมดา ใครจะไปเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นของมันอย่างนี้ เมื่อมันเป็นอย่างนี้เราจะได้ไม่ไปผูกพันกับมันมาก ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นกับมันมาก เมื่อเราไม่ยึดมั่นถือมั่นกับมันมาก เอาแค่พอสมควรเนี่ย ความทุกข์ใจต่าง ๆ ก็ไม่บังเกิดขึ้นกับเรา หรือเกิดขึ้นอยู่กับเราได้ไม่นาน เมื่อความทุกข์ใจเกิดขึ้นได้ไม่นาน อารมณ์ที่เป็นสุขใจนั้นก็จะเกิดขึ้นมาทดแทน ความแช่มชื่น ความเบิกบานก็เกิดขึ้น เมื่อสั่งสมให้มากเข้าทุกวันทุกคืน ไม่ช้าเราก็จะเข้าถึงธรรมภายใน ถึงพระธรรมกายภายในได้โดยไม่ยากเย็นอะไรเลย
เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่มาปฏิบัติธรรมที่นี่ ถ้าหากว่าได้ทำตามวิธีการที่หลวงพ่อได้แนะนำอย่างนี้ ก็จะเข้าถึงพระธรรมกายไม่ยากเลย และสิ่งเหล่านี้จะต้องฝึกฝนให้ได้ทุก ๆ วัน เพราะฉะนั้นได้ยินได้ฟังบ่อย ๆ ก็อย่าดูเบาว่าเป็นของที่ง่าย เคยได้ยินซ้ำ ๆ ซาก ๆ มาแล้ว แล้วก็ไม่ใส่ใจ ก็เพราะความที่เราดูเบาและไม่ใส่ใจนี้ เราจึงเสียเวลาที่เราจะเข้าถึงธรรมกาย ทั้ง ๆ เราทราบดีว่าการเข้าถึงพระธรรมกายภายในนั้นเป็นของดี เข้าถึงแล้วจะทำให้ชีวิตเรามีความสุข มีสติมีปัญญาเกิดขึ้น มีความรู้แจ้งภายในเกิดขึ้น มีอานิสงส์มากมายทีเดียวในการเข้าถึงธรรมกายเราทราบดี แต่ว่าที่เรายังไม่เข้าถึงเพราะว่าเราได้ดูเบาไปกับสิ่งที่หลวงพ่อได้แนะในในเบื้องต้น ซ้ำ ๆ ซาก ๆ บ่อย ๆ อย่างนั้นแหละ
เพราะฉะนั้นเราจะต้องมาปรับปรุงวิธีการในการปฏิบัติเสียใหม่ ใครที่ดูเบาก็เริ่มต้นใหม่ เริ่มต้นด้วยการระลึกนึกถึงคำแนะนำอย่างง่าย ๆ ที่หลวงพ่อได้แนะนำไปแล้ว แล้วก็เริ่มลงมือฝึกฝนอย่างจริงจัง นี่ให้ทำความเข้าใจให้ดีนะจ๊ะ :)
โอวาทคุณครูไม่ใหญ่

purivaro.com

09:17 Unknown 0 Comments

ได้ชื่อ blog อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากได้รับการสนับสนุน domain จากพี่มณฑา จัดไปนี่เลยครับ www.purivaro.com 

ปล่อยสัตว์ปล่อยปลา

08:56 Unknown 0 Comments

    เมื่อวันเสาร์หลังจากกลับมาจากอบรมโครงการโรงเรียนดีศรีตำบล ก็ได้ไปปล่อยสัตว์ปล่อยปลาประจำเดือนของชมรมพุทธฯ เกือบมาไม่ทันซะแล้ว วันนี้ชมรมพุทธฯปล่อยกระบือไป 6 ตัว ปล่อยปลาดุก 500 kg. เอาบุญมาฝากทุกท่านนะ






กลับมาแล้ว(อีกครั้ง)

08:40 Unknown 0 Comments

กลับมาเขียนblogอีกครั้ง หลังได้แรงบันดาลใจจาก หลวงพี่ซันเดอร์ พระฝรั่ง จิตใจดี จากแดนกังหันลม เนเธอร์แลนด์ ได้นำเสนอ blog ที่ท่านเขียนให้ดู  http://khemadhammo.blogspot.com/  เป็นธรรมะภาคภาษาอังกฤษ ดูน่าสนใจทีเดียวครับ เลยต้องเอาบ้างๆ

ผู้มีบุญจากSan Jose ,USA

12:49 Unknown 0 Comments

วันนี้พาผู้มีบุญจากSan Jose ,USA คือพี่บุษ และเพื่อนคือพี่ดำ ไปชมโบสถและได้เล่าถึงประวัติและแนวคิดในการก่อสร้างให้ฟัง พี่ดำเป็นวิศวะโยธาก็ยิ่งฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะลากลับไปอเมริกาคืนนี้